บั้งไฟพญานาคคืออะไร (ตอน 2)
ความจริงที่ควรอ่าน


เรื่องที่ควรศึกษา เช่น บังไฟพญานาค เป็นเรื่องหนึ่งที่น่าสนใจ เมื่อเทียบกับปรากฏการณ์แปลกๆ ที่เกิดขึ้นไปทั่วโลกในปัจจุบัน ที่ยังไม่มีนักวิทยาศาสตร์ใดบนโลกสามารถอธิบายได้ แล้วยังทำไมเอาเรื่องบั้งไฟพญานาคนี้มากล่าวในบทพยากรณ์อีกด้วย

ที่ต้องนำเอาเรื่องต่างๆ มากล่าว เพราะสามารถหาความเกี่ยวเนื่องกันได้ ระหว่างบั้งไฟพญานาคกับเหตุการณ์แปลกประหลาดที่เกิดขึ้นมากมายในปัจจุบัน ก่อนอื่นโปรดเข้าใจว่า บั้งไฟพญานาคไม่ใช่แสงมาร์ฟา(Marfa) หรือแสงผี ตามที่มีบางคนเขียนลงบนเน็ท

จากประสบการณ์ของคนท้องถิ่นทั้งไทยและลาวทราบว่า บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นในลำน้ำโขง สระน้ำ นาข้าว บ่อน้ำที่สร้างขึ้น ซึ่งถึงแม้น้ำจะแห้งไปแล้วแต่ดินยังหมาดอยู่นั้น บั้งไฟพญานาคสามารถเกิดขึ้นได้ด้วย และบริเวณที่เกิดบั้งไฟพญานาค เกิดขึ้นเพียงพื้นที่บริเวณอำเภอบางอำเภอเท่านั้นของ จ.หนองคายเดิม และฝั่งลาวตรงข้าม โดยมีแม่น้ำโขงขวางกั้น ไม่ได้เกิดขึ้นทั่วไปทั้งประเทศไทยและประเทศลาว

การเกิดของบั้งไฟพญานาคจะเป็นในวันออกพรรษาของลาวทุกๆ ปี ไม่ใช่วันออกพรรษาของไทย ยกเว้นจะตรงกัน จากการสนทนากับผู้มีประสบการณ์รู้เห็นทั้งคนไทยและลาว ทราบว่าเวลาเงียบสงัดจะได้ยินเสียงพั๊บเมื่อบั้งไฟพญานาคพ้นน้ำขึ้นมา และบั้งไฟพญานาคจะขึ้นพ้นน้ำก่อนประมาณ 10 เมตรถึงจะเห็นเป็นบั้งไฟพญานาคและสูงขึ้นไปประมาณ 100 กว่าเมตรหรือต่ำกว่าแล้วดับไป สำหรับขนาดของบั้งไฟพญานาคนั้นไม่คงที่ แต่ประมาณไม่ใหญ่เกิน 10 เซนติเมตร

มีผู้กล่าวว่า

1. บั้งไฟพญานาคเป็นแก๊สธรรมชาติ เรื่องนี้ย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะแก๊สจะกระจายตัวออกอย่างรวดเร็ว ไม่รวมตัวเมื่อพ้นภาชนะที่หุ้มไว้

และจะใช้แรงดึงดูดของโลก ดวงจันทร์ พระอาทิตย์มาอธิบายนั้นไม่มีเหตุผล ไม่เป็นไปตามหลักวิชาการ เพราะแรงดึงดูดสูงสุดจะอยู่ในช่วง 15 ค่ำหรือแรม 1 ค่ำ ที่ใกล้กับวันที่ 2-5 มกราคม และยังต้องดูเพอร์จี( Perigee) ประกอบ ซึ่งไม่ใช่วันออกพรรษาแน่นอน

2. สำหรับผู้บอกว่าเป็นกระสุนส่องแสงนั้นไม่ควรเป็นไปได้ เพราะที่เห็นได้ชัดคือความเร็ว ความสูง มุมที่ขึ้นจากน้ำและแสงสีต่างกัน โดยความเร็วของบั้งไฟพญานาคประมาณ 20 เมตร/วินาที ไม่ควรเกินไปกว่านั้น ซึ่งสามารถจับภาพด้วยกล้องวิโอธรรมดาได้ ซึ่งเห็นเป็นลูกไฟได้ชัดเจน ความเร็วของบั้งไฟพญานาคช้ากว่าลูกปืนส่องแสงที่เร็วกว่า 180 เมตร/วินาที ที่กล้องวิดีโอธรรมดา ไม่สามารถจับภาพลักษณะของการเคลื่อนไปของลูกปืนได้

ฉะนั้นสองเรื่องในหัวข้อที่กล่าวมาคือ ข้อ 1 และข้อ 2 จึงไม่ควรนำมาอธิบายเรื่องการเกิดหรือความเป็นไปของบั้งไฟพญานาคได้ เพราะขาดหลักฐานและหลักวิชาการ

เรื่องพญานาคมีในคัมภีร์พระเวท หรือที่พระพุทธเจ้าตรัส หรือเกจิอาจารย์ได้กล่าวถึงนั้น ควรนำมาศึกษาประกอบด้วย

สำหรับบั้งไฟพญานาคพุ่งขึ้นสู่อากาศแล้วติดไฟได้ ความเป็นไปได้ทางหนึ่งคือมีพลังงานเร้นลับเป็นตัวกระทำร่วมกับธาตุที่มีอยู่บนโลก และถูกส่งขึ้นสู่อากาศด้วยความเร็วที่เหมาะสม ถึงมีผู้เห็นและกล่าวว่าพุ่งขึ้นเหนือน้ำก่อนติดไฟ ให้เกิดเป็นบั้งไฟ และมีเสียงดังพั๊บเมื่อพ้นจากน้ำ ซึ่งเรื่องการเกิดเสียงนั้น มีความเป็นไปได้เมื่อวัตถุแหวกน้ำขึ้นมาด้วยความเร็วอันสมควร และผ่านจุดเปลี่ยนจากสภาพของน้ำเป็นอากาศจึงเกิดเสียงขึ้น ถ้าจะมองมุมกลับ ก็คล้ายกับเราปาก้อนดินก้อนหินลงน้ำ จะได้ยินเสียงเมื่อวัตถุนั้นกระทบน้ำ

สิ่งที่ควรวิเคราะห์ต่อไปคือ บั้งไฟพญานาคไม่ได้ขึ้นจากน้ำเพียงอย่างเดียว ตามที่ได้กล่าวมาแล้ว ยังมีผู้พบเห็นทั้งคนลาวและคนไทยว่า บั้งไฟพญานาคเกิดขึ้นที่บริเวณทุ่งนา หรือลำน้ำที่น้ำแห้งไปแล้วด้วย ประเด็นนี้น่าสนใจมาก แสดงว่าบั้งไฟพญานาคแหวกพื้นดินขึ้นมาจากใต้ดินได้อย่างไร ด้วยหลักฐานจากการพบเห็นนี้ จึงเห็นได้ว่าบั้งไฟพญานาคอาจเกิดจากใต้พื้นพิภพ แล้วผ่านชั้นน้ำ ก่อนพุ่งขึ้นสู่อากาศ หรือถ้าไม่มีน้ำ ก็เกิดขึ้นจากใต้ดินที่ยังมีความชื้นของน้ำอยู่ คือไม่ใช่ดินแห้ง แล้วพุ่งขึ้นสู่อากาศ

และที่มีผู้เห็นว่าขึ้นมาเหนือน้ำประมาณ 10 เมตรนั้น ถึงเห็นเป็นบั้งไพพญานาค ระยะทางดังกล่าวจึงควรเป็นระยะทางที่เป็นไปได้ ด้วยการวิเคราะห์จากความเร็ว กับการจุดปะทุ (chemical reactions: combustion) ของตัวบั้งไฟพญานาค หลังจากพ้นน้ำหรือชั้นดินขึ้นมา นั่นแสดงว่า ลักษณะของบั้งไฟพญานาค ต้องมีพลังที่เราไม่ทราบแหวกให้บั้งไฟพญานาคผ่านชั้นดินขึ้นมา ผ่านชั้นน้ำ แล้วพุ่งสู่อากาศ และองค์ธาตุประกอบที่เป็นบั้งไฟพญานาคติดไฟ และเผาไหม้หมดไปในระยะสุดท้าย ซึ่งสังเกตได้จากภาพวิดีโอ ว่าในช่วงสุดท้าย แสงของบั้งไฟพญานาคหรี่ลงและดับไปในที่สุด (ดูภาพจากบั้งไฟพญานาคคืออะไร ครั้งแรก และ ข้อวิเคราะห์จากหลักฐานที่มีอยู่ในขณะนี้)

ข้อสรุปเรื่องบั้งไฟพญานาคว่า ถ้าเรายิงปืนด้วยลูกกระสุนปืนเล็กยาว หรือปืนพก ผ่านชั้นดินหนาเพียงหนึ่งเมตร ลูกกระสุนจะหมดพลังไปก่อนที่จะผ่านชั้นดินไปได้ แต่ทำไมบั้งไฟพญานาคสามารถผ่านชั้นดินขึ้นมาได้ เรื่องนี้เหมือนในขณะนี้ที่กำลังศึกษาเกี่ยวกับวิญญาณที่สามารถผ่านวัตถุได้นั้น น่าจะมีความสอดคล้องกับทำไมบั้งไฟพญานาคถึงผ่านชั้นดิน ชั้นน้ำได้ บั้งไฟพญานาคควรต้องมีพลังที่มนุษย์ไม่รู้จัก มาช่วยแหวกทางให้บั้งไฟพญานาค ซึ่งมวลสารที่ถูกกำหนดขึ้นนั้น สามารถผ่านชั้นดิน ชั้นน้ำ สู่อากาศโดยมีค่าความเร็วควรคงที่ และมวลสารที่เป็นตัวก่อให้เกิดแสงของบั้งไฟพญานาคนี้ มนุษย์ไม่สามารถทราบได้นั้น ตามแนวทางฟิสิกส์เคมี(Chemical physics) คาดว่าน่าจะมีมีน้ำหนักเบาไม่หนักมาก กว่าที่จะมีน้ำหนักมาก เพราะเนื้อโครงสร้างของสารจะต้องไม่หนาแน่นมาก มีจุดเผาพลาญที่คงที่ โดยสังเกตจากภาพวิดีโอของบั้งไฟพญานาค มีลักษณะการเผาไหม้ที่เกือบคงที่ และคาดว่าเผาไหม้ไปในที่สุด

ในเรื่องบั้งไฟพญานาคที่ควรสังเกตต่อไปคือ ถ้าไม่มีพลังลึกลับมาควบคุม บั้งไฟพญานาคจะไม่สามารถขึ้นเป็นแนวตรงได้ เพราะมีแรงโน้มถ่วงของโลกมากระทำโดยเฉพาะในช่วงสุดท้ายของ แนวทางของบั้งไฟพญานาคควรต้องเป็นแนวโค้ง จะเปรียบเทียบง่ายๆ เหมือนดอกไม้ไฟที่เขาจุดกัน จากสมมุติฐานที่กล่าวมาทั้งหมด จึงเชื่อได้ว่า มีอำนาจที่เหนือมนุษย์จะคาดคิดได้ เป็นตัวควบคุมกระทำทั้งหมดในทุกระยะ และมีสารที่เป็นองค์ประกอบที่ยังไม่มีใครทราบเป็นตัวติดไฟได้เมื่อพ้นจากน้ำหรือพื้นดิน ให้เป็นเป็นบั้งไฟพญานาค ผู้ที่ทราบเรื่องนี้ได้ควรต้องมีญาณที่จะเข้าใจได้ แต่จะแสดงให้เห็นนั้น ก็คงเหมือนพระพุทธเจ้าโคตม หรือนอสตราดามุส เป็นต้น ที่สามารถทำนายเหตุการณ์ในอนาคตได้อย่างแม่นยำ เอาง่ายๆ ไม่ต้องคิดอะไร แค่สัทธรรมที่บางคนว่าง่าย บางคนก็ยังเข้าใจไม่ได้เลย ทั้งๆ ที่มาจากตำราเดียวกัน ไม่ต้องมีคำนวณอะไรมากวนใจ ทำไมถึงเป็นไปเช่นนี้

ทำไมเอาเรื่องของบั้งไฟพญานาคมากล่าวในเรื่องคำทำนาย ที่นำมากล่าวเพราะ ต้องการเปรียบเทียบกับสิ่งที่เห็นได้กับสิ่งที่เห็นไม่ได้ แต่มีลักษณะความเป็นไปน่าจะคล้ายๆ กัน ฉะนั้นในขณะที่เวลานี้ มีข้อมูลหลายอย่าง เช่น การนำปลาวาฬมาวางไว้บนทุ่งหญ้า การเกิดเสียงประหลาด การตายไม่แค่ปลา นก ปู ้แต่รวมถึงสัตว์ใหญ่เช่น วัวควาย พร้อมๆ กันในช่วงระหว่างปี 2554 และต้นปี 2555 การม้วนตัวของก้อนเมฆเหมือนใครปั้นขนมปัง เป็นแนวตรงระยะทางยาวมากหลายๆ สิบกิโลเมตร เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นต่างๆ เหล่านี้ ไม่มีนักวิทยาศาสตร์คนไหนบนโลกสามารถอธิบายได้ ดังนั้นเรื่องลี้ลับดังกล่าว ย่อมมีสิ่งเหนือธรรมชาติมาร่วมกระทำ และสามารถบังคับกับอินทรียสารและวัตถุบนโลกเช่น ร่างกาย เมฆ เป็นต้น เมื่อได้เปรียบเทียบกับบั้งไฟพญานาคและกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในปัจจุบันดังกล่าว เราจึงควรสามารถอธิบายความน่าเป็นไปได้ในเรื่องบั้งไฟพญานาคให้เห็นเป็นแนวทางได้ และควรตั้งเป็นสมมุติฐานได้อีกด้วย แต่ไม่สามารถพิสูจน์ให้สมบูรณ์ได้ในขณะนี้ ...

ยกเว้นถ้าพระจักรพรรดิพระองค์จริงปรากฏแล้ว สิ่งเร้นลับที่ว่าเทพมีจริงหรือไม่มีจริงควรพิสูจน์ได้แน่นอน ซึ่งสมัยที่พระพุทธเจ้าตรัสกับท้าวสักกะเทวราช และพระพุทธองค์รับรองด้วยพระองค์เองว่าเรื่องตรัสกับท้าวสักกะฯ เป็นเรื่องจริง เราจะเชื่อว่าเป็นจริงได้ก็ต้องให้พระจักรพรรดิที่ประกฎพระองค์พิสูจน์ให้พวกเราเข้าใจ

ข้อมูลจาก metteya.org ขอขอบคุณท่านผู้ให้ข้อมูลเรื่องบั้งไฟพญานาคและคุณครู Indra Veda ที่ให้ข้อคิดเห็นที่เป็นประโยชนแก่พวกเรา

 

28 ธค. 2554 
กลับไปหน้าแรกของ metteya.org